Search stories, friends or teachers

People followed me

Notifications

My Works

My Drafts

[สัมภาษณ์] คุณเอ้ นักเขียนรุ่นใหม่ เจ้าของนิยายเรื่อง "ชะตาพ่าย นางร้าย ข้ามภพ"

น้องๆ DifferSheet หลายๆคน เคยสงสัยกันไหมว่า แท้ที่จริงแล้วเราเรียนกันไปทำไม การเรียนสำคัญกับเราจริงๆหรอ บางคนก็เลิกเรียนยังประสบความสำเร็จได้เลย วันนี้ครูฟรีมีคำตอบให้กับน้องๆแล้วครับ เพราะวันนี้พครูฟรีมีโอกาสได้พูดคุยกับนักเขียนรุ่นใหม่ ไฟแรง แซงโค้ง ที่เริ่มเป็นนักเขียนนิยายจากการขีดๆเขียนๆเล่นๆใน เว็บ Dek-d จนตอนนี้นิยายเรื่องนี้ได้ถูกตีพิมพ์และออกมาให้ติดตามหลายภาคแล้ว 
อยากรู้กันไหมว่าใคร....
งั้นตามครูฟรีไปรู้จักกับนักเขียนคนนี้กันเล้ย
คุณ 'เอ้ ' เจ้าของหนังสือเรื่อง 'ชะตาพ่าย นางร้ายข้ามภพ' 
นามปากกา 'หงเฟย'
   สวัสดีครับน้องเอ้ ช่วยแนะนำตัวอย่างเป็น 
   ทางการกับน้องๆใน DifferSheet หน่อยนะครับ
สวัสดีค่ะ ชื่อนริศรา เรือนทอง ชื่อเล่นชื่อ เอ้ ค่ะ ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ ตอนนี้อยู่ปี 4 แล้วค่ะ
  ผลงานล่าสุดตอนนี้ของน้องเอ้คือเรื่องอะไรครับ
เรื่อง “ชะตาพ่าย นางร้ายข้ามภพ” เป็นนวนิยายจีนโบราณ 
ข้ามภพ เกี่ยวข้องกับการชิงบรรลังก์ ความรัก การแก้แค้นกัน 
ออกมา 3 เล่มแล้วค่ะ
เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องที่เท่าไรที่ได้ตีพิมพ์ครับ
ถ้ามีโอกาสตีพิมพ์ เรื่องนี้คือเรื่องแรก แต่ถ้าเป็นเรื่อง
ที่เขียนมาทั้งหมดก็หลายเรื่องแล้วค่ะ ฮ่าๆ
  แสดงว่าก่อนหน้านี้ น้องเอ้เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกใช่ไหมครับ 
  เขียนมาแล้วกี่เรื่องครับ
เอ้เขียนมาแล้วหลายเรื่องค่ะ แต่เอ้เขียนไม่จบสักเรื่องค่ะ 
ฮ่าๆๆ ปกติเอ้จะเขียนเป็นงานอดิเรกตั้งแต่อยู่ม.ต้น
แต่เรื่องชะตาพ่าย นางร้ายข้ามภพเป็นเรื่องแรก
ที่เอ้เขียนมาได้ไกล และได้ตีพิมพ์ค่ะ
 อยากรู้ที่มาที่ไปจากการเขียนเป็นงานอดิเรก จนกระทั่งผลงานถูกนำมาตีพิมพ์แล้ววางขายอยู่ตามร้านหนังสือชั้นนำได้ครับ
เอ้เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะ
นิยายธรรมดา นิยายรักหวานแหวว พอเราได้อ่านเรา
ก็เริ่มมีอะไรในหัว เราก็เลยลองเขียนลงไปในสมุด
ของโรงเรียน เขียนไปเขียนมา พอได้อ่านเรื่องใหม่ก็เริ่มเขียนอีก
 จนมาเรื่องนี้เริ่มจากการที่เราอ่านนิยายจีนเยอะมากแล้วช่วงนั้นเราอ่านในเว็บ Dek-D เขาเอามาแปลอีกที แต่นิยายดันติดลิขสิทธิ์ นิยายที่เราเคยอ่านโดนลบหมดเลย พอเราไม่มีนิยายอ่าน เราเลยเขียนลงเว็บเรื่อยๆ เพื่ออ่านเอง กลายเป็นว่ามีคนติดตามอ่านเยอะมาก จนสำนักพิมพ์ก็เข้ามาติดต่อ เอ้เลยเลือกตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์หนึ่งที่ที่ติดต่อมาค่ะ
เขียนอยู่เรื่อยๆ น้องเอ้เขียนบ่อยขนาดไหนครับ
ถ้าเอ้มีเวลาว่างก็เขียน ไม่ใช่ว่าต้องมาบังคับตัวเอง
ให้รีบๆ เขียน เอ้ไม่ได้กดดันตัวเองว่าจะต้อง
เขียนทุกวัน เอ้คิดว่าการที่เราจะเขียน
อะไรสักอย่างเนี่ย มันเป็นไปได้ยากว่าที่เราจะทำให้
มันเป็นเล่มค่ะ
แสดงว่าการฝึกฝนของเราเกิดขึ้นจากงานอดิเรก การสั่งสมบ่อยๆ อ่านบ่อยๆ ใช่ไหมครับ
ใช่ค่ะ จริงๆ เราต้องฝึกอ่านเยอะๆ ฝึกเขียนเยอะๆ 
เพราะว่าถ้าเราอ่านมาเยอะ ในหัวเราจะมีความรู้ 
มีจินตนาการเยอะอยู่แล้ว พอเขียนบ่อยๆ เข้า 
มันเลยทำให้เราคิดอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแบบนี้น่ะค่ะ 
เดี๋ยวพี่ขอย้อนกลับไปตอนเราเด็กๆ คิดว่าตัวเองตอนอยู่
ในโรงเรียนเราเป็นเด็กแบบไหน ชอบเรียนวิชาอะไร 
ทำคะแนนวิชาไหนได้ดีบ้างครับ
เอ้คิดว่า เอ้ไม่ได้เป็นเด็กเรียนนะคะ แล้วก็ไม่ค่อยตั้งใจ
เรียนวิชาที่เอ้ไม่ชอบ อย่างเช่นวิชา ภาษาอังกฤษ 
เอ้ก็เลยทำคะแนนแค่พอผ่าน แต่เอ้จะถนัดวิชา 
ภาษาไทย สังคมฯ มากกว่า เอ้จะมีมาตรฐานของเอ้ว่า
เกรดจะต้องไม่ต่ำกว่า 3
เวลาว่างก็เอานิยายขึ้นมาอ่าน เขียนนิยายเล่นกับเพื่อน แต่เอ้เป็นหนอนหนังสือค่ะ ขึ้นรถกลับบ้านก็เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน ตอนนั้นก็ไม่มีอะไรที่ทันสมัยแบบตอนนี้ก็เลยเลือกหยิบหนังสือมาอ่านแทนค่ะ
     นั่นก็แปลว่าน้องเอ๋ไม่ได้มองตัวเราเป็นคนที่เรียนเก่ง แต่ว่าใน 
     เรื่องที่เราถนัดเช่น การอ่านเราก็ขยันอ่านอยู่เรื่อยๆ
ใช่ค่ะ หนูอ่านหนังสือเกือบทุกวัน 
      เกี่ยวกับ lifestyle ของเราตอนเด็กๆ พี่เห็นเด็กผู้หญิงช่วง 
      ประถม และมัธยมส่วนใหญ่จะชื่นชอบ ดารา ชอบนักร้อง 
      น้องเอ๋เป็นเหมือนเด็กทั่วไปในยุคนี้ไหม
โห้…. ชอบมากค่ะพี่ เอ้ชอบ Super Junior มาก 
นอกจากจะเรียน จะอ่านหนังสือ จะเขียนนิยายแล้ว 
ก็มีไปตามดาราเกาหลีบ้าง เอ้ก็ชอบตามเด็กทั่วไป
เลยค่ะ ทุกวันนี้ยังเป็นติ่งอยู่เลยค่ะ ฮ่าๆๆ
          มุมมองของตัวเองเกี่ยวกับการเรียนมันมีความสำคัญกับ 
          การเขียนนิยายของเราไหมครับ
เอ้คิดว่าทั้งสองอย่างนี้มันเสริมกันนะคะ แต่ก่อนเอ้ไม่เคยคิดว่าการเขียนนิยายจะช่วยเรื่องการเรียนของเอ้เท่าไหร่ 
จนกระทั่งเอ้อ่านและเขียนนิยายจนเอ้กลายเป็นคนที่เก่งภาษาไทยที่สุดในห้อง เพราะเอ้สามารถจับใจความ เขียนสรุป เขียนเรียงความ แต่งกลอน ได้ดี เกรดในวิชาภาษาไทยก็ไปได้ไกลกว่าวิชาวิทยาศาสตร์ ทั้งๆ ที่เอ้เรียนสาย วิทย์ คณิตค่ะ
พอเอ้ได้เข้ามาเรียนมหาลัย และได้เห็นว่าเด็กไทยทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการเขียน เพราะเขาไม่สามารถเขียนเรียบเรียงความหมาย หรือจับใจความได้เลยค่ะ
หนูพูดได้เลยว่างานอดิเรกของหนูส่งเสริมด้านการเรียน และการเรียนก็ส่งเสริมงานอดิเรกของหนูเหมือนกันค่ะ เพราะถ้าเราเขียนแบบไม่มีความรู้ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็จะรู้สึกว่ามันไม่มีที่มาที่ไป
   ใครเป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนนิยาย?
เอ้ไม่ได้มีใครเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้เอ้อยากเป็นตามเขา 
เอ้แค่อยากเขียนอะไรที่เอ้อยากอ่าน แค่นั้น เอ้อ่านนิยาย
เรื่องนี้แล้วรู้สึกขัดใจ เอ้ก็จะเขียนในแบบที่เอ้ชอบค่ะ
     ตอนนี้น้องเอ้ก็ยังเรียนอยู่ นอกจากเขียนนิยายที่เป็น
อาชีพหลักของเราในตอนนี้ มีอะไรที่เราเคยทำและอยาก
ลองทำเพิ่มไหมครับ
จริงๆ ก่อนจะเขียนนิยาย ตอนปี 1 เอ้ก็ทำงาน part-time เป็นแคชเชียร์แถวมหาลัย พอขึ้นปี 2 เอ้ก็เริ่มเป็นดีเจ แล้วช่วงทำงานดีเจเอ้ก็เป็นพิธีกรของคณะด้วยค่ะ แล้วก็เขียนนิยายด้วย พอขึ้นปี 3 มา เอ้รู้สึกว่าเอ้ทำงานมาหลายอย่างมาก
จริงๆแล้วสิ่งที่เอ้อยากทำอาจจะไม่ใช่การทำงานทุกอย่าง แต่มันคือการเขียนนิยายมากกว่า สิ่งที่เอ้อยากทำมากที่สุดตอนนี้คือการต่อยอดความฝันของเอ้ในการเขียนนิยายมากกว่าค่ะ 
ดูจากสิ่งที่เราเคยทำมาก็มีเรื่องของการพูดด้วย เราคิดว่าการที่เราชอบเขียน ชอบอ่านเนี่ย สามารถช่วยในเรื่องการพูดได้มากน้อยแค่ไหนครับ?
ช่วยได้มากเลยค่ะ เพราะว่าถ้าเราอ่านหนังสือเยอะ 
เขียนเรียบเรียงได้ เวลาที่เราจะพูดออกมามันก็จะ
เป็นเรื่องที่ง่ายเลย เราจะสามารถพูดออกมาเป็น 
Step มันช่วยได้มากโดยเฉพาะงานที่เร่งด่วน 
สมมติได้สคริปท์มาหนึ่งหน้าที่จะต้องจำให้ได้ ต้องดำเนินรายงานให้ได้ภายใน 5 นาที ถ้าเรามี skill ด้านการเขียน การอ่าน เราก็จะจับใจความสิ่งที่เราต้องพูดได้ เรียบเรียงคำพูดได้ แต่ในเรื่องของบุคลิกภาพเราก็ต้องไปฝึกเพิ่มค่ะ
               พี่มีอีกคำถามหนึ่งก่อนคำถามสุดท้าย เกี่ยวกับการแบ่งเวลา 
               พี่เห็นว่าการแบ่งเวลาชีวิตสำหรับเด็กๆสำคัญมาก น้องเอ้มี 
               การแบ่งเวลายังไงบ้างครับ
    ถ้าย้อนกลับไปช่วงเขียนนิยายแรกๆ ช่วงที่เอ้ทำกิจกรรม
    หลายๆอย่าง เวลานอนของเอ้ลดน้อยลงแต่ด้วยความที่
    เอ้ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ณ ตอนนั้น 8 ชั่วโมง
    สำหรับการเรียน เอ้เรียนอย่างเดียว
พอหลังจากนั้นเอ้ค่อยมาแบ่งเวลาว่า 4 โมงครึ่งถึง 3 ทุ่มเราทำอันนี้ 3 ทุ่มครึ่งถึง 4 ทุ่มเราว่าง หลังจากนั้นเราจัดรายการถึงเที่ยงคืน เที่ยงคืนถึงตี 3 เราเขียนนิยาย หลังจากนั้นเราก็นอนจนถึง 8 โมง เหมือนเราต้องมีตารางในหัวน่ะค่ะ ว่าเราจะทำอะไรบ้าง เด็กๆ อาจจะไม่ต้องทำถึงขนาดเอ้ แต่เด็กๆต้องรู้จักรับผิดชอบกับหน้าที่ของตัวเองค่ะ
         เอ้ได้มาเป็นพิธีกรของ DifferSheet ด้วย เอ้คงได้ 
         คลุกคลีกับเด็กๆ มากขึ้น มีมุมมองอะไรของเราที่เรา 
         อยากฝากกับเด็กๆในยุคนี้บ้างไหมครับ?
ถ้าจะบอกว่าการเรียนไม่สำคัญกับการเขียน 
อันนี้เอ้บอกได้เลยว่าคิดผิด เพราะว่าเรา
อ่านออกเขียนได้เพราะการเรียน 
เราจะสนใจสิ่งต่างๆ ได้ก็เริ่มมาจากการเรียนรู้ เอ้เริ่มต้นทุกอย่างมาจากที่โรงเรียน การเรียนสำคัญมาก
ในขณะเดียวกันก็อย่าทิ้งความฝันตัวเอง เพราะว่าถ้าเป็นไปได้ เราต้องหาสิ่งที่เราถนัดและรับผิดชอบมันและต่อยอดต่อไป ต้องบอกว่าเมื่อก่อนของสมัยเอ้กับตอนนี้ในยุคของน้องๆต่างกันมาก เมื่อก่อนเอ้เขียนนิยายด้วยปากกากับสมุดแต่เดี๋ยวนี้เอ้ก็หันมาเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ เอ้เลยอยากให้น้องๆ เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีในยุคนี้ อย่างโปรแกรมการเขียนบันทึกของ DifferSheet ก็คือสิ่งที่น้องๆบันทึกผ่านความคิดของน้องๆ ฉะนั้นถ้าเราใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์มันก็จะไปได้ไกลมากๆค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างครับเด็กๆ ครูฟรีคิดว่าทุกคนคงได้คำตอบให้ตัวเองกันแล้วเนอะ แล้วครูฟรียังหวังอีกว่าเราทุกคนต้องได้ประโยชน์และไอเดียใหม่ๆเป็นแรงบันดาลจในการเขียนบันทึกของเรานะครับ 
วันนี้ครูฟรีขอลาไปก่อนครับ 
30
People who like your story
9
Press enter to post, Shift+Enter for new line
3
You have to keep it in the box
[สัมภาษณ์] คุณเอ้ นักเขียนรุ่นใหม่ เจ้าของนิยายเรื่อง "ชะตาพ่าย นางร้าย ข้ามภพ"
Brings it forward or not?
You want to publish diary or save draft?
Do you want to remove this diary?